4 เหตุการณ์สำคัญในการส่งยานอวกาศขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์

apollo11moon

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมามนุษย์พยายามขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อต้องการสำรวจทรัพยากรต่างๆ ร่วมถึงแร่ธาตุที่หาได้บนดวงจันทร์ เพื่อพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ รวมถึงความรู้ของคนรุ่นหลัง แต่ใครจะรู้บ้างว่ามียานกี่ลำแล้วบ้างที่ถูกส่งขึ้นไปสำรวจ และมีลักษณะอย่างไร ประเทศอะไรบ้าง รวมถึงสร้างประวัติศาสตร์ด้านใดให้เราได้จดจำ เรามารู้จักกับยานอวกาศเหล่านี้กัน

Luna24-1moon

1.Luna1-24 หรือ โครงการลูนา

หนึ่งในโครงการของสหภาพโซเวียต เป็นยานอวกาศชุดแรกที่ถูกส่งขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ในปี พ.ศ.2502 – 2519 ซึ่งก็ได้รับประสบความสำเร็จทีเดียวสำหรับการปล่อยยานขึ้นไปบนดวงจันทร์ลำแรกของโลก โดยสามารถนำยานลงจอดบนดวงจันทร์สำเร็จ อีกทั้งยังสามารถนำดินบนดวงจันทร์กลับมายังโลกได้ดวงขนาด 100 กรัม อีกทั้งในปี พ.ศ.2513 และ 2516 มีการนำรถสำรวจลงไปแล่นบนพื้นดินสำเร็จ

ทำให้การไปเยือนดวงจันทร์ครั้งนี้ของสหภาพโซเวียต ส่งผลถึงอเมริกาอย่างมากเนื่องจากสหภาพโซเวียตได้นำหน้าอเมริกาด้านการสำรวจดวงจันทร์เรียบร้อย ในปี พ.ศ.2504 จอห์นเอฟ เคนเนดี้ จึงทำการประกาศว่าจะนำสหรัฐอเมริกาไปปักธงบนดวงจันทร์ให้ได้ก่อนปี พ.ศ.2513 ให้ได้ ส่งผลนาซ่าจำเป็นต้องเร่งทำงานกันอย่างหนัก

themoonlunar

2.Lunar Obiter 1-5 หรือ โครงการลูนาร์ ออบิเตอร์

เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญของการส่งยานขึ้นเป็นยังดวงจันทร์ โดย ออบิเตอร์ คือยานสำรวจของสหรัฐอเมริกา เกิดขึ้นช่วงเวลาปี พ.ศ.2509 – 2510 เป็นยานสำรวจที่ทำให้อเมริกาประสบความสำเร็จขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์อย่างมาก เนื่องจากยาน ออบิเตอร์ มีเป้าหมายคือวนรอบดวงจันทร์เพื่อเก็บภาพ เพื่อสร้างแผนที่รอบดวงจันทร์และมันก็รุร่วงไปด้วยดี เนื่องจากมันสามารถเก็บภาพได้เกือบทั้งดวงจันทร์ จึงนำไปต่อยอดในการส่ง เซอร์เวเยอร์ และอพอลโล ขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ในเวลาต่อมา

skylabinmoon

3.Skylab หรือ โครงกายสกายแล็บ

อีกหนึ่งโครงการที่สร้างประโยชน์และพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ รวมถึงเทคโนโลยีในหลายๆ ด้าน เพราะโครงการสกายแล็บต้องการสร้างมาเพื่อให้นักบินสามารถใช้ชีวิตบนอวากาศ รวมถึงสามารถทำงาน ศึกษาด้านทรัพยากรธรรมชาติ ฟิสิกส์สภาพไร้แรงดึงดูด

allosoyumoon

4.Apollo Soyu – โครงการอพอลโล โซยูส

เหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่ง เพราะเป็นโครงการแรกของการร่วมมือกันระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาจับมือกัน เพื่อทำการทดสอบการเชื่อมยานอวากาศ 2 ลำของประเทศตนเองเข้าด้วยกัน โดยอะพอลโลมีนักบินของสหรัฐมีทั้งหมด 3 คน และโซยูสมีนักบินของสหภาพโซเวียต 2 คน

โดยนอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่ได้พูดถึง เช่น โครงการอพอลโล Apollo 1-17 หรือ โครงการเจมินี Gemini เป็นต้น

สุริยุปราคา เกิดขึ้นได้เพราะดวงจันทร์

solareclipsemooner

ดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อโลกเป็นอย่างมาก ทำให้เปิดเหตุการณ์หลายๆ อย่างนับไม่ถ้วนและปรากฏการณ์หนึ่งที่เรารู้จักกันดีก็คือ น้ำขึ้น – น้ำลง ที่ดวงจันทร์มีส่วนทำให้เกิดขึ้นนั่นเอง และสุริยุปราคาก็คืออีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เราจะหยิบยกมาพูดถึง สุริยุปราคา สามารถเกิดได้เพียงปีละ 2 – 5 ครั้งไม่เกินนี้ โดยเกิดจากที่ดวงจันทร์ไปบดบังดวงอาทิตย์ในขณะนั้น และทำให้มองจากพื้นโลกจะเห็นดวงจันทร์เป็นสีดำ ซึ่งต้องสอดคล้องกันกับ 3 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก มาโคจรอยู่ในแนวเดียวกัน โดยมีดวงจันทร์เป็นตัวกลางระหว่างโลกและดวงอาทิตย์

ประเภทของสุริยุปราคา

blackmooneclip

สุริยุปราคา มีหลากหลายรูปแบบถึง 4 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะแตกต่างออไปอย่างสิ้นเชิง และบางชนิดยังยากต่อการเกิดขึ้น และหาดูได้อย่างดังต่อไปนี้

– สุริยุปราคาเต็มดวง หรือ total eclipse คือ ดวงจันทร์เข้าบดบังดวงอาทิตย์แบบเต็มดวง ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมากๆ โอกาสเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้งต่อปีไม่เกินนี้ และยังหาชมได้ยากสุดๆ เนื่องจากเกิดขึ้นในแคบเท่านั้นในบางครั้ง ซึ่งเป็นชนิดของสุริยุปราคาที่สวยที่สุดอีกด้วย

– สุริยุปราคาวงแหวน หรือ annular eclipse เป็นอีกหนึ่งชนิดของสุริยุปราคาที่สวยงาม โดยมีลักษณะคล้ายวงแหวน โดยดวงจันทร์จะมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากโลกมากกว่าปกติในเวลานั้น

– สุริยุปราคาผสม หรือ hybrid eclipse เป็นอีกหนึ่งที่เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา โดยพื้นที่บางส่วนจะมองเห็นแตกต่างกันไป โดยบางส่วนอาจจะเห็นเต็มดวง ในขณะบางส่วนมองเห็นเป็นลักษณะของวงแหวน

– สุริยุปราคาบางส่วน หรือ partial eclipse เป็นสุริยุปราคาที่เห็นได้บ่อย เกิดได้จากมีบางส่วนของดวงอาทิตย์เท่านั้นที่ถูกดวงจันทร์บัง

ในประเทศไทยนั้นสามารถมองดูสุริยุปราคาได้ โดยมีบันทึกตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประจำวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2231 ช่วงสายของวัน โดยมีลักษณะมองเห็นเป็นบางส่วน

แร่ฮีเลียม 3 สร้างประโยชน์แก่โลกมนุษย์

energyhe3limit

แร่ฮีเลียม 3 หรือ Helium-3 (He3) หนึ่งในพลังที่คาดว่าจะถูกใช้ในอนาคต โดยล่าสุดจีนเป็นประเทศแรกที่กำลังพัฒนาโครงการนำเอาแร่ฮีเลียม 3 มาใช้เป็นพลังงานแบบจริงๆ จังๆ เป็นประเทศแรก โดยจีนเชื่อว่าหากสามารถนำแร่ฮีเลียม 3 มาเป็นพลังงานในโลกได้ จะสามารถผูกขาดพลังงานของโลกในอนาคตได้ปริยาย และนั้นสามารถช่วยโลกให้มีพลังงานใช้กันอย่างน้อยที่สุดมากกว่า 1 หมื่นปีเลยทีเดียว

จีนพยายามผลักดันโครงการนี้มาโดยตลอดและต้องการให้ระดับนานาชาติเข้าร่วมมือกันอย่างจริงจัง แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ เป็นพิเศษเนื่องจากเป็นเรื่องที่ยากมาทีเดียวที่จะสร้างเหมืองบนดวงจันทร์นั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ และต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลหากจะให้โครงการนี้เกิดขึ้นมาจริงๆ ที่สำคัญที่สุดคือความรู้ความสามารถและสิ่งที่ต้องใช้บนดวงจันทร์ นับว่าการขุดแร่ฮีเลียม 3 มาใช้งานได้จริงนั้นเป็นเรื่องที่แทบมองไม่เห็นเลยทีเดียว แต่หลายฝ่ายที่จับตามองโครงการนี้ก็เชื่อว่าในอนาคตจะสามารถทำโครงการนี้เป็นจริงขึ้นได้แน่นอน อาจจะอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า เนื่องจากความทันสมัยของอุปกรณ์บนอวกาศ

แร่ฮีเลียม 3 คืออะไร ?

he3inmoon

ฮีเลียม 3 เป็นส่วนหนึ่งของไอโซโทบของฮีเลียม แต่มีคุณค่ามากในเชิงพลังงาน และมันสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมหาศาลโดยไม่มีกัมมันตภาพรังสี ทำให้สามารถนำมาใช้งานกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้เป็นอย่างดี ฮีเลียม 3 ประกอบไปด้วยโปรตอน 2 ตัว นิวตรอนอีก 1 ตัว ที่สำคัญมีน้ำหนักที่เบามาก ซึ่งพบได้ที่ดวงจันทร์เป็นจำนวนมาก แตกต่างจากพื้นผิวโลกที่มีจำนวนน้อยนิด เพราะด้วยชั้นบรรยากาศของโลกคอยกั้นไม่ให้ฮีเลียม 3 ตกลงมายังพื้นผิว ผิดกับดวงจันทร์ที่ไม่มีชั้นบรรยากาศนี้ ฮีเลียม 3 จึงถูกลมสุริยะพัดพาเข้ามาบนโลกได้นั่นเอง

ซึ่งนับว่าเป็นอีก 1 ประโยชน์จะดวงจันทร์มอบให้แก่โลกของเราในอนาคต และสามารถแก้ไขปัญหาพลังงานขาดแคลนได้อย่างแน่นอน

ดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อน้ำขึ้น – น้ำลง

อย่างที่ทราบกันดีว่าดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อน้ำขึ้นและน้ำลงอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงแค่ดวงจันทร์เท่านั้น ดวงอาทิตย์เองก็มีอิทธิพลเช่นเดียวกัน เพียงแต่น้อยกว่าดวงจันทร์เท่านั้นเอง ซึ่งน้ำขึ้นน้ำลงนั้นได้เกิดจากแรงดึงดูดของ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่สร้างผลกระทบต่อโลกของเรา ส่วนเหตุผลที่ดวงอาทิตย์มีอิทธิพลน้อยกว่าดวงจันทร์ก็เพราะ ดวงอาทิตย์นั้นอยู่ห่างจากโลกมากกว่า ซึ่งห่างจากโลกถึง 93 ล้านไมล์ แต่ขณะที่ดวงจันทร์ห่างจากโลกเพียง 2 แสน 4 หมื่น ไมล์เท่านั้น จึงสร้างผลกระทบที่มากกว่าดวงอาทิตย์มากมายหลายเท่านัก

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำขึ้น – น้ำลงมากที่สุด

springtidethemoon

ส่วนพื้นที่ใดที่ได้รับผลกระทบจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มากที่สุดนั้น ก็คือ ด้านที่เข้าใกล้ดวงจันทร์มากที่สุด ส่งผลให้น้ำจากมหาสมุทรเข้าใกล้บริเวณดังกล่าวมากกว่าบริเวณอื่นๆ และเมื่อใดที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่ บริเวณที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่ไปก็จะได้รับผลกระทบขึ้นตามลำดับ ในขณะเดียวกันพื้นที่ฝั่งตรงข้ามดวงจันทร์ก็เกิดแรงดึงดูดสร้างน้ำขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน เพียงแต่ได้รับกระทบน้อยกว่าด้านเดียวกับดวงจันทร์

การขึ้นสูงของน้ำมากขึ้นเป็นพิเศษ

amazingmoon

การที่น้ำจะขึ้นสูงเป็นพิเศษนั้นเกิดได้จากการที่ด้วยจันทร์และด้วยอาทิตย์เกิดอยู่ในเส้นขนานกันอย่างชัดเจน หรือเรียกว่าปรากฏการณ์ Spring tide “น้ำเกิด” ปรากฏขึ้นสองครั้งคือ วันใกล้ขึ้นแรม 15 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ นั่นเอง รวมถึงยังมีอีกปรากฏการณ์ก็คือ Neap tides “น้ำตาย” ซึ่งจะไม่มีการน้ำขึ้นหรือน้ำลงแต่อย่างใด ระดับน้ำจะอยู่ในระดับปกติ โดยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับดวงจันทร์ ทำให้เกิดแรงดึงดูดที่ต้านทานกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นเดือนละ 2 ครั้งเหมือนกับ ปรากฏการณ์ในข้างต้น ก็คือ ใกล้วันขึ้น 8 ค่ำ และแรม 8 ค่ำ

ค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ สร้างความฮือฮาแก่นักวิทยาศาสตร์

moonwaternasa

ไม่นานมานี้มีรายงานจากนักวิทยาศาสตร์ โดยสำนักงานอวกาศแห่งชาติจากประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ NASA “นาซ่า” ว่ามีการค้นพบน้ำจำนวนคาดว่ามากถึง 100 กิโลกรัม เรียกได้ว่าเป็นการค้นพบที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดเท่าที่เคยมีการสำรวจบนดวงจันทร์ เพราะก่อนหน้านี้ในวันที่ 19 สิงหาคม ปี 2542 มีรายงานจากยานแคสซีนีว่ามีการค้นพบ โมเลกุลและไฮดร็อกซีระหว่างการเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงจันทร์โดยบังเอิญ

จึงทำให้เป็นความหวังของนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการรู้ให้ได้ว่าบนดวงจันทร์มีน้ำจริงหรือไม่ โดยทั่วทั้งดวงจันทร์เต็มไปด้วยไฮดร็อกซีทั่วละติจูด รวมถึงมีหลักฐานยืนยันการมีอยู่ของน้ำอย่างครบองค์ประกอบ ไม่เพียงแค่นั้นยังสามารถนำรายงานอื่นๆ ไปต่อยอดได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแผร่กระจายของน้ำที่แปรเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ และวันเวลา รวมถึงตำแหน่งที่ถูกแสงอาทิตย์อยู่ตลอดก็มีน้ำเช่นเดียว

ทำไมการค้นพบน้ำบนดวงจันทร์จึงสำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์

การค้นพบโมเลกุลของน้ำไม่ใช่แค่เพียงค้นพบน้ำเท่านั้น ยังสามารถต่อยอดไปถึงการค้นหาตัวแปรต่างๆ ได้อีกมากมาย เช่น น้ำเหล่านี้มาจากไหน และมีผลกระทบต่อแร่บนดวงจันทร์อย่างไรบ้าง ทำให้เป็นก้าวใหม่แห่งการค้นพบของนาซ่าเลยทีเดียว ดังนั้นอาจจะตอบคำถามที่ว่าน้ำบนดวงจันทร์มีจริงหรือไม่อีกด้วย

โดยรายละเอียดการค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ของนาซ่า คือ ปล่อยจรวดเซนทอร์ ที่มีน้ำหนักถึง 2,200 กิโลกรัม ลงบนบริการขั้วใต้ของดวงจันทร์เพื่อค้นหาน้ำภายใต้พื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งก็ได้ผลอย่างมากเมื่อมีไอน้ำพุ่งออกมาจากหลุม โดยมีปากหลุมขนาดใหญ่ถึง 20 – 30 เมตร และยังมองเห็นถึงน้ำแข็งภายใต้หลุม ทำให้ประสบความสำเร็จสูงมากภายใต้โครงการ Water on the moon หรือ ปฏิบัติการค้นหาน้ำหรือโมเลกุลของน้ำใต้พื้นผิวดวงจันทร์